อายุการใช้งานแบตเตอรี่ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 2-5 ปี แต่จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น คุณภาพแบตเตอรี่, สภาพอากาศที่ใช้งาน, รูปแบบการขับขี่, และการบำรุงรักษา. ปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุการใช้งาน ได้แก่ การจอดรถทิ้งไว้นาน, การเดินทางระยะสั้นบ่อยๆ, การปล่อยให้แบตเตอรี่ไฟหมด, อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำจัด, และการขาดการบำรุงรักษา
การตรวจสอบแบตเตอรี่ให้มีสเปกที่ถูกต้องและสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก บทความนี้เราจะมาแชร์วิธีการเลือกแบตเตอรี่รถยนต์เบื้องต้นให้กับผู้ใช้งาน
การติดตั้งแบตเตอรี่ที่ถูกต้องมีวิธีการอย่างไรบ้าง ?
วิธีการการติดตั้งแบตเตอรี่ที่กำลังจะอธิบายดังต่อไปนี้เป็นวิธีที่ได้มาตรฐานจากโรงงานผู้ผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย ใช้เวลาไม่มาก ใช้เครื่องมือเพียงไม่กี่ชิน รวมถึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยมากที่สุดวิธีหนึ่งอีกด้วย โดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ ดังนี้
วิธีการติดตั้งแบตเตอรี่
1. ตรวจสอบขั้วแบตเตอรี่ให้ถูกต้อง
2. ใส่แบตเตอรี่ใหม่
3. ใส่ขั้วสายไฟบวก(+) ที่ขั้วบวก(+) ของแบตเตอรี่และขันน๊อตให้แน่นพอตึงมือ
4. ใส่ขั้วสายไฟลบ(-) ที่ขั้วลบ(-) ของแบตเตอรี่และขันน๊อตให้แน่นพอตึงมือ
5. ใส่เหล็กคาดหรือเหล็กรัดแบตเตอรี่
6. สตาร์ทเครื่องยนต์
วิธีการถอดแบตเตอรี่
1. ดับเครื่องยนต์ให้เรียบร้อย
2. ถอดเหล็กคาดหรือเหล็กรัดแบตเตอรี่ออกก่อน
3. สำรองไฟเลี้ยง (สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ บางรุ่น)
4. ถอดสายไฟขั้วลบ (-) ก่อน
5. ถอดสายไฟขั้วบวก (+) ทีหลง
6. ยกแบตเตอรี่เก่าออก
ปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุการใช้งาน
1. คุณภาพและยี่ห้อแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ที่มีคุณภาพดีและมีแบรนด์ที่น่าเชื่อถือมักมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า
2. สภาพอากาศ: อุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัดเป็นประจำจะทำให้อายุแบตเตอรี่สั้นลง
3. รูปแบบการขับขี่: การเดินทางระยะสั้นบ่อยๆ หรือการขับในระยะทางสั้นๆ ทำให้แบตเตอรี่ไม่มีเวลาชาร์จไฟกลับอย่างเพียงพอ ส่งผลให้อายุแบตเตอรี่สั้นลง
4. การจอดรถทิ้งไว้นาน: การจอดรถไว้นานโดยไม่ได้สตาร์ทเครื่องยนต์บ่อยๆ ทำให้แบตเตอรี่คายประจุและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
5. การดูแลรักษา: การดูแลรักษาแบตเตอรี่อย่างสม่ำเสมอ เช่น การรักษาความสะอาดขั้วแบตเตอรี่, การตรวจสอบระดับน้ำกลั่น (สำหรับแบตเตอรี่น้ำ), และการรักษาไฟให้เต็มอยู่เสมอ จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้
